วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระหางหมาก (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง

 หลวงพ่อท่านจะเสกหมากก่อนฉัน แล้วนำหางหมากหรือหางพลู ที่เหลือมาผสมกับผงทำเป็นพระ แล้วนำเข้า
พุทธาภิเษกอีกครั้ง สำหรับผลนั้นมีความต้องการในทางลาภมากที่สุด รองลงมาคือคุ้มภัย คงกระพันชาตรี พุทธคุณเต็มเปี่ยมทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…จะให้ผลเป็นพิเศษแด่ท่านที่นำไปบูชาด้วยความตั้งใจจริง

วิธีอาราธนาพระหางหมาก

คำอาราธนา ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด รวมทั้งเทวดาและพรหม ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.อยุธยา เป็นที่สุด แล้วตั้งนะโม ๓ จบ ปฏิบัติตามปกติว่าอิติปิโส ๑ จบ หลังจากนั้นให้อธิษฐานเอาตามประสงค์ เมื่ออธิษฐานแล้ว ปลุกด้วย คาถาปลุกพระของหลวงพ่อปานว่า

“อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุนี้เถิด”

หลวงพ่อทำพิธีพุทธาภิเษกในงานเป่ายันต์เกราะเพชรเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 มีจำนวนประมาณ 1,000,000องค์

เป็นที่ถกเถียงกันว่าพระหางหมาก พิมพ์ ทฺ จุด นี้หลวงพ่อท่านได้สร้างหรือเปล่า? เพราะส่วนใหญ่จะบอกกันมาตลอดว่าเป็นพระเลียนแบบ ไม่เป็นที่ยอมรับในวงการพระสายหลวงพ่อ ใครจะเลือกเก็บ..ก็เอาแค่มีไว้ศึกษาสักองค์สององค์พอ เก็บพิมพ์อื่นสบายใจกว่า

จุดสังเกตุของพระหางหมาก พิมพ์ ทฺ จุด คือ บริเวณด้านหน้า ตรงใต้ตัว ท (วัดท่าซุง) จะมีจุดเนื้อเป็นปุ่มนูนขึ้นมา ส่วนบริเวณด้านหลัง กรอบใบโพธิ์จะอยู่ในตำแหน่งสูงเกือบๆจะชิดขอบองค์พระ และตรงคำว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ให้สังเกตุบริเวณเหนือตัว พ จะมีจุดบุ่มลงไป (ใกล้ๆไม่เอก)

สำหรับพิมพ์ ทฺ จุด ถ้าจะเลือกเก็บไว้ศึกษา ต้องพิจารณาองค์ที่เนื้อเนียนๆแน่นๆ องค์พระต้องขนาดและความหนาต้องประมาณเดียวกับพิมพ์ทั่วไป


สมเด็จพระคำข้าวมหาลาภ รุ่น 2

 สมเด็จพระคำข้าวมหาลาภ

พระคำข้าว (พระมหาลาภ) เป็นพระเนื้อผงสีขาวปางมารวิชัย สร้างแบบพระพุทธชินราชในวิหารแก้ว 100 เมตรที่วัดท่าซุง สำหรับพระชุดนี้เป็นพิมพ์รุ่นที่2 สร้างทั้งสิ้น ๕,๐๐๐,๐๐๐ องค์ ปลุกเสก ๒ ครั้ง คือ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๓ และ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๔
ด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อ นั่งในกรอบรูปพัดยศ มีชื่อ พระราชพรหมยาน อยู่ตรงที่นั่ง

***********************************************

หลวงพ่อเคยบอกเกี่ยวกับราคาพระคำข้าวในอนาคต (ท่านพูดไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ในหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๒๓ ประจำเดือนพฤษภาคม หน้า ๑๕)
อีก ๓๐ ปี พระคำข้าวจะมีค่าบูชาหลายหมื่น ก็ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ครับ…ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ

-หลวงพ่อ: ….”ก็ก่อนจะทำ (ทำพระคำข้าว) พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วให้ทำ บอกให้มันรวยทั้งวัดทั้งบ้าน คือว่าเอาไปขึ้นราคานิดหน่อยใช่ไหม ๑๐๐, ๒๐๐ ไม่หนักนัก อีก ๓๐ ปีหลายหมื่น
– ผู้ถาม: เฉพาะพระคำข้าวนี่หรือครับ? – หลวงพ่อ: ใช่ขอยืนยัน
อานุภาพพระคำข้าวมหาลาภ (คัดลอกบางตอนจาก หนังสือ ประวัติวัดท่าซุง และหลวงพ่อพระราชหรหมยาน หน้า ๔๗ โดย พระบุญมา ปภาธโร เจ้าหน้าที่ธัมวิโมกข์ พิมพ์ สิงหาคม ๒๕๔๙)
..ฯลฯ…ผลในเรื่องความสะอาดของจิตนี้ มีเรื่องยืนยันจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ศิลปาชีพท่านหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาร่วมอุปสมบทหมู่ถวายพระราชกุศลฯ ที่วัดท่าซุง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เจ้าหน้าที่ท่านนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ภาคใต้ ญาติให้พระมาพกติดตัว ๑ องค์ เพราะความเป็นห่วงที่สถานการณ์ไม่ค่อยปกติ ปรากฏว่าก่อนเดินทางมาบวชประมาณ ๓ วัน ได้ถูกผู้ร้ายดักยิงจนรถมอเตอร์ไซด์ล้มลง เจ้าหน้าที่ท่านนี้คิดว่าตนเองคงต้องตายแน่ เพราะผู้ร้ายได้มายืนจ่อยิงอีกหลายนัด แต่ไม่เข้าเลยสักนัดเดียว ทำให้เกิดความมั่นใจและนึกด่าผู้ร้าย ปรากฏว่าหลังจากนึกด่า ถูกผู้ร้ายยิงซ้ำอีก ๑ นัด ลูกปืนทะลุเข้าฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ภายหลังแพทย์ได้ลงความเห็นว่าสามมารถเดินทางมาบวชก่อนได้เพราะไม่เป็นอันตราย หากผ่าตัดเอาลูกปืนออกจะต้องรักษาแผลหลายวัน เจ้าหน้าที่ท่านนี้เมื่อมาบวชที่วัดท่าซุง ได้เล่าเหตุการณ์ให้พระพี่เลี้ยงฟัง และได้นำพระที่ห่อกระดาษทิชชูพกอยู่เพียงองค์เดียวมาให้ดู จึงทราบว่าพระที่พกอยู่นั้นเป็นพระคำข้าวของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุงนี้เอง

*********************************************

ประวัติพระคำข้าว มหาลาภ

หลวงพ่อได้เล่าความอัศจรรย์ของพระคำข้าว สมัยที่ท่าน ยังอยู่ กับหลวงพ่อปานไว้ดังนี้…
เมื่อสมัยหลวงพ่อ(ปาน)ยังทรงชีวิตอยู่ ท่านทำพระไว้องค์หนึ่ง เสกข้าว ๓ เดือนนี่ปรากฏว่า คำไหนอร่อยมากคำนั้นไม่กินเอาออกเก็บ สำหรับที่ฉันนี่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คำแรกยังไม่ต้องกินกับข้าวที่ดีที่สุดผสมก่อน เสกเก็บนะ ก็ทำจริง ๆ ๔ เดือน ไปไหนก็ทำ หมายความว่าบังเอิญจะมาที่นี่ ก่อนจะกินก็ต้องทำเก็บไว้เหมือนกัน เพราะคำว่า ๓ เดือน ๓ เดือน นี่จะขาด สักวันหนึ่งไม่ได้เลย แล้วก็ผลจริง ๆ ที่เคยปรากฎนะ ที่หลวงพ่อปาน ท่านทำ ใช่ไหมทำแล้วก็ทำเป็นผงผสมไว้แล้วก็สร้างเป็นพระพุทธรูปไว้บูชาที่พระสวดมนต์ เวลาหลวงพ่อท่านไม่อยู่คนไม่ค่อยเอากับข้าวไปให้กิน ฉันก็ไป บูชาพระองค์นั้น ขอหม้อใหญ่ ๆ มาเรื่อยนี่เป็นเรื่องจริง ๆ นะ มาอีกวันหนึ่ง เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก คือว่าหลวงพ่อ ไป เขาวงพระจันทร์ อีตาโปร่งแก เป็นเจ้าของโรงงานต่อเรือยนต์นะ แกก็นำแกงมา ๓ หม้อใหญ่ ใหญ่มาก ปรากฏพอมาถึงหน้าวัด ฉันบูชาตอนกลางคืนนี่นะ ฉันอดนะ กับข้าวไม่ค่อย มีกิน หลวงพ่อไม่อยู่เราก็อาศัยพระพุทธรูป ตาโปร่งมาถึงพอมาถึงจอด เรือ ปั๊บ ถามว่าหลวงพ่อ อยู่ไหม เขาบอกไม่อยู่ไปเขาวงพระจันทร์ แกถอยหลัง เรือออกเลยแหมหม้อต้มใหญ่ ๆ จะให้หลวงพ่อปานฉันองค์เดียว ใบจักรหัก มันไม่มีตอนะ ใบจักรหัก ฉันเลยหม่ำซะ ๓ หม้อเลย ใบจักรหักเรา ก็ไม่ช่วยต่อ เรื่องของแก พอหลวงพ่อปานกลับมา ตาโปร่งก็มา เล่าให้ฟัง บอกว่า ผมเอาอาหารมาถวาย นึกว่าหลวงพ่อยังอยู่ พอหลวงพ่อไม่อยู่ พระบอกว่า หลวงพ่อไม่อยู่ ผมเลยถอนหลังกลับเอาอาหารกลับบ้าน แต่ใบจักร ไม่รู้ฟันอะไรหัก หลวงพ่อปานบอกที่นั่นมันไม่มีตอ หน้าวัดไม่มีตอ แกก็ถามทำไมจึงหัก ท่านก็เลยบอกว่า แกคลายศัทธาใบจักรก็หัก ในเมื่อ มาถึงวัดแล้ว แกไปทำไมไอ้คนจะเป็นมหาเศรษฐี ถอยหลัง ไม่ต้องการ มหาเศรษฐีมีที่ไหน อ้อเทวดาช่วยนะ ช่วยใครรู้ไหม ช่วยฉัน โอ้โฮหม่ำซะ ไม่มี ดีใจกินแกงใบจักรหัก

 

เกร็ดความรู้ที่หลวงพ่อพูดถึงเกี่ยวกับพระคำข้าว
คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๙
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

อันดับแรกที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ตื่นขึ้นมาใหม่ๆ นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน นึกถึงด้วยความเคารพ เพื่อหวังพระนิพพานก็ตาม นึกถึงเพื่อขอลาภสักการะก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้าเหมือนกัน อันดับแรกนะ อย่างมี พระคำข้าว- พระคำข้าวน่ะ หนักไปในทางลาภสักการะ อย่างอื่นก็มีหมด แต่ลาภน่ะหนักมาก และก็หยิบขึ้นมาพนมมือ สาธุ ว่า นะโม ตัสสะ ใช่ไหม ว่านะโมตัสสะ ด้วยความเคารพ และอธิฐานว่า วันนี้ต้องการ…(ลาภอย่างไร)

เป็นอันว่าเราอยากจะให้ค้าขายดี ทำราชการดี เมตตาปราณี อะไรก็ตามเถอะ ก็อย่าลืมว่าเวลานั้นเรานึกถึงพระพุทธเจ้า เราขอบารมีจากท่าน อย่างนี้ถือว่าเป็น ฌาน ในพุทธานุสติกรรมฐาน ถ้านึกถึงทุกวันน่ะ ถ้าถึงเวลาแล้วต้องทำอย่างนั้นทุกวัน ถ้าไม่ทำแล้วไม่สบายใจ นั่นเป็นฌานในพุทธานุสติ เป็นของง่าย ๆ เพราะวันนี้ท่านบอกให้พูดง่าย ๆ ใช้วิธีง่าย ๆ นะ ก็ว่าตามท่าน

…ทีนี้เมื่อเมื่อบรรดาท่านพุทธ บริษัท นึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าลืมพระที่คอ นี่คือพระพุทธเจ้า อย่างพระคำข้าว เป็นพระพุทธชินราช อย่าลืมน่ะ คือก็เหมือนกับพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งนั่นแหละ เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าท่าน และเวลาทำจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านก็มาทำ อันนี้ไม่ได้โฆษณานะ พูดให้ฟัง คือเวลาทำจริง ๆ พระพุทธเจ้าทุกองค์เสด็จมาหมด องค์ปฐมเป็นประธาน อยู่ข้างบนใช่ไหม และ องค์ปัจจุบันคุมฉัน ท่านปล่อยกระแสจิตพุ่งสว่างเป็นลำพุ่งมาที่ใจฉัน แล้วบอกเธอนั่งนิ่งๆ อย่าคิดถึงเรื่องอะไรทั้งหมด ห้ามดูอะไรทั้งหมด ให้ทรงอารมณ์เฉยๆ ๑๐ นาที ก็ทำตามท่าน แล้วท่านก็สั่งว่า ให้ว่าอิติปิโสฯ หลัง ๑๐ นาทีแล้ว ท่านบอกดูได้พุ่งใจไปที่ของได้ พอพุ่งใจไปที่ของ ที่เห็นเป็นลำ ไม่เห็นของที่ปลุกเลย แสงพระพุทธเจ้ากลบหมด หนามาก พระคำข้าว เด่นทางมหาลาภ มีรูปพระพุทธชินราช (พระพุทธกัสสป) ด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อ

หลวงพ่อเคยบอกว่า สมเด็จองค์ปฐม ได้ให้พระพุทธกัสสป-พระพุทธทีปังกร คุมเรื่องลาภ

คัดลอกจากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๔๕ หน้า ๖๓

…”สมเด็จองค์ปฐมก็มา และพระพุทธกัสสปก็มา สมเด็จพระพุทธทีปังกรก็มา…สมเด็จองค์ ปฐมท่านบอกว่า เรื่องลาภนะ สมเด็จพระพุทธกัสสป หนักที่สุด และรองลงมาคล้ายคลึงกันคือ สมเด็จพระพุทธทีปังกร ก็เลยถามท่านว่า “พระพุทธเจ้ามีบารมีเต็มเหมือนกัน ทำไมแตกต่างกันเรื่องลาภ” ท่านบอกว่า “สุดแล้วแต่การเริ่มต้น คู่อันไหนแรงกว่ากัน”…ท่านบอก “ให้พระพุทธกัสสปคุมเพราะลาภมาก” สมเด็จองค์ปฐมบอกว่า…”ลีลาต่างกันนิดหนึ่ง…

…สมเด็จพระพุทธทีปังกร : มีกำลังแข็งมากสู้แรงมาก

…พระพุทธกัสสป : ท่านนิ่มนวลในทางลาภมหาศาล

…แต่ลาภมหาศาลทั้งคู่ : ท่านก็เลยบอกว่าเป็นหน้าที่ของทั้ง ๒ องค์

***********************************************

เพื่อความคล่องตัวในด้านการเงิน ใช้ท่องกับคาถาเงินล้านครับ การเงินจะคล่องตัว

คาถาเงินล้าน

(ตั้ง นะโม ๓ จบ )

สัมปจิตฉามิ
นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน )
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ
( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม




ประสบการ์ณผ้ายันต์แดง
ไล่ผีปอบ

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ยายผมถูกปอบเข้าสิง พระเก่งๆ หลายวัดเอาไม่อยู่ หมอก็เอาไม่ได้ สู้มันไม่ได้เลย ลูกอยากจะพึ่งบารมีหลวงพ่อว่ามีข้อแนะนำอย่างไรหรือไม่เจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : หลวงพ่อก็สู้ไม่ได้เหมือนกัน ไอ้เรื่องผีปอบเป็นยังงี๊นะ เคยครั้งหนึ่ง คราวหนึ่งไปนอนที่ ท่าลาน นะ เอาเรือยนต์ขนาดเล็กไป อยากจะไปสืบราคาว่าค่าเหล็กค่าปูนราคาเท่าไหร่

ทีนี้บังเอิญไปจอดเข้าก็มีคนเขามาทำบุญ ความจริงไม่มีเครื่องขยายเสียงไม่มีอะไรหมด ไปกับเด็ก 2 คน เด็กผู้ชาย เด็กลูกศิษย์วัดน่ะ ขับเรือไปตอนนั้นอยู่วัดบางนมโค ทีนี้ตอนกลางคืนก็มีฆราวาสเข้ามาประมาณสัก 10 คนกว่า แกถือปืนมาด้วย แกบอก " ท่านถอยๆเรือไปห่างๆหน่อยครับ ผมจะนอนริมตลิ่ง ที่นี่ไว้ใจไม่ได้ ถ้ามีอะไรผมจัดการกันเอง "

นั่นหมายถึงคนนะ แต่ก็นอนไปถึงตอนตี 2 ตื่นขึ้นมา เห็นคนผู้ชายผู้หญิงบ้างแ่ต่งตัวไม่ดีวิ่งมายืนที่หน้าตลิ่ง แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งบนหลังคาเรือยนต์ ห้อยขามากวักมือ " มึงเก่งจริงมาซิวะ "

ผลที่สุดเ้จ้าพวกนั้นมองเห็นคนบนหลังคาก็วิ่งหนีึหมดเลย

ผู้ถาม : คนมีปืนนั่นหรือครับ ?

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ พวกผี ! พวกมีปืนน่ะนอนหลับไปแล้ว แต่ความจริผีอาจจะสะกดให้หลับก็ได้ ก็ถามคนบนหลังคาเขาบอกให้เขาลงมา ถามชื่ออะไร ถามว่าเป็นใคร บอก " ผม พรสวรรค์ ครับ "

เขาชื่อ " พรสวรรค์ " นะ บอก " พวกที่มันมาเป็นพวกผีปอบ "

ตอนเช้าเลยถามพวกแถวนั้นว่ามีผีปอบไหม เขาบอก " มีมากครับ มีเยอะ ! " ก็เป็นผีธรรมดา รูปร่างหน้าตาธรรมดาเรานี่นะ

ผู้ถาม : อย่างนี้ก็เห็นจะต้องพึ่งบารมี ท่านพรสวรรค์ ผู้หญิงหรือผู้ชายครับ พรสวรรค์ นี่ ?

หลวงพ่อ : นั่นนะซิ ลืมแก้ผ้าดู (หัวเราะ) ผู้ชายๆ ท่านพรสวรรค์ นี่อยู่นิพพาน นะ

ผู้ถาม : ก็สบายใจได้เลยนะ ขอบารมีท่านพี่ พรสวรรค์ ท่านช่วยสงเคราะห์ความจริงผ้ายันต์เกราะเพชรเคยใช้หรือเปล่า เจ้าของปัญหา ?

หลวงพ่อ : ผ้ายันต์แดงนี่ผีหนี ผีปอบหนีเพราะเคยใช้แล้ว ไอ้นี่มีแถวปราจีนบุรี มีผีกวน ใช่ไหม ก็มีนายทหารคนหนึ่งเป็นร้อยตรี แกมีผ้า 2 ผืนที่เคยให้ไว้ ตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่ง 5-6 เดือน ไม่มีผีมารบกวนอีก นี่ชาวบ้านเขาไปหาหมอดูคนหนึ่ง หมอดูทางในนะ หมอดูนั่งๆหลับตาอยู่ประเดี๊ยวลืมตามถาม " ไอ้บ้านนั้นมีผ้าแดงๆ ผ้าอะไร ผ้าอันนี้ผีกลัว "

เอ๊ะ ! ผ้ากันผีปอบนี่ราคาแพงหน่อยเฉพาะผืนนั้นนะ ผืนอื่นปกติ

ผู้ถาม : อย่างนี้ถ้าจะสู้กับผีก็เอาผ้ายันต์แดง ผ้าอะไร พิชัยสงคราม

หลวงพ่อ : ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม ไปไว้ที่บูชาไปตั้งไว้ แต่อย่าเอาไฟจุดนะ (หัวเราะ)

ผู้ถาม : ผ้ายันต์กลัวไฟเหมือนกันหรือครับ ?

หลวงพ่อ : ไม่ใช่กลัว ผ้ายันต์ชอบไฟซิ ! เจอะเมื่อไหร่ลุกเมื่อนั้น

ผู้ถาม : นี่ได้ความรู้นะ ติดตัวก็ได้ หรือเอาไว้ที่บูชาก็ได้

(จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ ตุลาคม 2543)

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

หลวงปู่ศวัส ศริมงฺคโล ขุนแผนนางร่ำไร 2 หมด

 หลวงปู่ศวัส ศริมงฺคโล ขุนแผนนางร่ำไร 2  มีจารเหมือนรุ่นแรก
เปิดให้บูชาราคาแบ่งปัน องค์ละ 700บาท รวมส่ง 




พระขุนแผนหลวงปู่ศวัส นางร่ำไร 2 
ท้าพิสูจน์นักจับพลังพุทธคุณผู้ที่ชอบของแรงทั้งหลายร่วมทดสอบ สุดยอดแห่งมวลสาร อาถรรพณ์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมโบราณดังรุ่นแรก อัดแน่นมวลสารเสน่ห์ตำราครูปู่ฤษี ผงนางร่ำไร ผงยันต์ตรึงนาง ผงขุนแผนชมตลาด ผงพระลักษมณ์หน้าทอง ผงพญาเทครัว ผงรักซ้อน น้ำมันพราย ผงพรายบุรุษ ผงเถ้าพรายเชิงตะกอน ดิน7ป่าช้า ดิน7ท่า ตะใคร่เสมา7วัด เน้นวัด ที่มีคนเข้าเยอะๆ ดินยอดจอมปลวก ว่านสาวหลง ว่านนางล้อม ว่านจูงนาง เครือเขาหลง ว่านดอกทอง(เน้นเฉพาะดอกแรงกว่าทุกส่วนของต้นคนไม่มีวาสนาปลูกจะไม่ได้เห็นดอกเป็นอันขาด) ว่านเสน่ห์หา ว่านมหาเสน่ห์ ว่านช้างผสมโขลง ว่าน500นาง ว่านสาลิกาลิ้นทอง เสน่ห์จันทร์ขาว เสน่ห์จันทร์แดง ว่านขุนแผน ผงลูกสวาท และได้กล่าวไว้ว่าผงที่ลบทั้งหมดนี้หาสิ่งไดเปรียบค่ามิได้เลย จะไม่เป็นสองและเป็นรองใครแค่ผงก็แรงเกินทนแล้ว ผงมวลสารที่จัดสร้าง ได้มีพระรูปหนึ่งอาสาตำผงแต่ไม่ขอขมา คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ปรากฏว่า ขณะตำผง สากหัก ยังไม่เชื่อหาสากมาตำใหม่ ผงฟุ้งเป็นไอควันกระจายพระที่ตำผงได้กลิ่นถึงกับนั่งเบลอหลงๆลืมๆ ทำอะไรไม่ถูกหลวงปู่ศวัสมาเห็น ต้องมาทำพิธีแก้ให้ 7 วันจึงหาย (พระรูปนี้ปัจจุบันศึกไปแล้วเนื่องจากได้สัมผัสดมกลิ่นผงมวลสารโดยตรงร้อนลุ่มอยู่ไม่ได้หลังสึกไปได้ภรรยาสวยรวยอีกต่างหาก)

หลวงปู่กล่าวผงนี้หากทำพิธีไม่เสร็จห้ามดมหรือเหยียบข้ามเป็นอันขาด แก้ยาก พ่อเสก ครูปู่ฤษีลงมาเสกแม้นเทพเทวาหากได้กลิ่นยังลุ่มหลงลืมวิมาน เป็นสูตรวิชาสายปู่ฤษีแรงมากใช้ทางเสน่ห์ลุ่มหลง ให้บูชาด้วยสติห้ามลบหลู่ ดูถูก จิตตั้งมั่นบูชา 7 วันสังเกตได้จะเห็นสิ่งผิดปรกติทางเมตตาเสน่ห์กับตัวเอง  ด้านหน้าพระขุนแผน อุ้มนาง นั่งบนพรายกระซิบ เป็นพรายที่พ่อผูกขึ้น ด้วยมนต์ เรียกว่าพยนต์อาถรรพณ์ สั่งได้ ใช้ได้ คอยเตือนภัย ให้โชคให้ลาภ ไม่เสื่อม ไม่เข้าตน กินง่าย เลียงง่าย และพระขุนแผน มีนาง 2 ตนนั่งร่ำไรกอดเขาสองข้างไว้มิอยากให้พรากจากปานใจจะขาด วิชานางร่ำไรตามสูตรจะต้องไม่ใช้พระเสกเพราะบางขั้นตอนพระทำไม่ได้ฤษีเสกขลังที่สุด พ่อจะให้องค์ปู่ฤษีองค์ครูทุกตนของพ่อลงมาเสกโดยใช้ร่างพ่อเป็นเพียงสื่อกลางให้ปู่ฤษีลงมาประทับปลุกเสกเท่านั้นวิชานี้หาผู้รู้จริงทำได้ยาก พ่อเชื่อได้ว่าเสน่ห์เมตตาแรงขลังทดสอบได้ ด้านหลังขุนแผนรูปนางหลง สุดยอดแห่งวิชาพรายจำแลงแปลงกาย สายวิชาเสน่ห์ สร้างตามนิมิตนางพราย มีชื่อว่านางหลง สถิตตนอยู่ในต้นไม้ใหญ่ ในวัด หลวงปู่ศวัสกล่าวว่าตามจริงนางมีรูปร่างอ้วนท้วม หน้าตาไม่ค่อยสวย แต่ใจดี ชอบให้โชคทำให้คนรวยมานักต่อนักแล้ว เนื่องจากนางพรายนี้ไม่ค่อยสวยจึงแปลงกายเป็นผู้หญิงสาวสวยขาวผมยาวนุ่งสะใบผ้าไหมสีทองไว้ผมยาว มีหนุ่มๆหลายคนเคยเห็น แอบหลงรักดังต้องมนต์ แต่นางไม่เคยทำร้ายใคร ผู้ที่เจอสวนมากจะได้โชค จึงเป็นที่มาของนางหลงเสน่ห์จำแลงมาบรรจุด้านหลังพระขุนแผนชุดนี้ โดยอัญเชิญมาสถิตในพระขุนแผนชุดนี้ทุกองค์ หากบูชาดีๆจะมาให้เห็นสักวัน โดยหวัง อนิสงค์ทางเสน่ห์เมตตา จากนางใครเห็นใครก็รัก
พระขุนแผนชุดนี้หลวงปู่ได้ทำพิธีปลุกเสก 3 ครั้ง ๆ ที่1 หลวงปู่ตั้งปรัมพิธี ในวัดแบบครบสูตรปลุกเสกในราชวัตรฉัตรธง อัญเชิญพระขุนแผนลงมาร่วมเสก เกิดพายุหมุนพวยพุ่งวนรอบปรัมพิธี 3ครั้ง เป็นทักษิณาวน มาหยุดกลางกล่องพระขุนแผนนางร่ำไร 2 ครบสูตร ขุนแผนรับรู้พิธีการลงมาร่วมเสกเป็นอันจบพิธีกรรม
ครั้งที่1 ครั้งที่2 เสกหน้าพ่อปู่ฤษีบรมครู
โดยหลวงปู่ศวัสให้ยืมร่างให้ปู่ฤษีองค์ครูมาประทับช่วยเสกมนต์เสน่ห์ มนต์นางร่ำไรชุดใหญ่ จนจบพิธี ครูปู่ฤษีในร่างหลวงปู่ศวัสเรียกศิษย์ท่านหนึ่งมาเป่าหัว รู้สึกเย็นวาบถึงหัวใจ ตกเย็นมีสาวๆมาทักคุยด้วยมาขอเบอร์โทรทั้งที่ไม่เคยรู้จัก คนที่อยู่ในพิธีสัมผัสได้ทุกคน นั่งขนลุกไปตามๆกัน
ครั้งที่ 3 สุดท้าย
หลวงปู่ศวัส นำไปปลุกเสกต่อในกุฏิ โดยนำพระขุนแผนทั้งหมดบรรจุในลังพลาสติกปิดฝาท่านนั่งปลุกเสกโดยเอามือวางหน้ากล่อง สักพักได้ยินเสียงพระขุนแผนในกล่องดังกระทบกันกล่องสั่น นานนับสิบนาทีท่านจึงหยุดเสกแล้วบอกว่าพอแล้วเสกไม่เข้าแล้ว เต็มแล้ว ต่อไปพระขุนแผนชุดนี้จะแรงมีประสบการณ์ทางเสน่ห์เมตตาและมีราคาแพงไม่แพ้รุ่นแรกแน่นอน ไม่ใช่เสกง่าย ๆ มวลสารเสน่ห์ทั้งหมดพ่อใส่ให้ไปหมดแล้ว

ขุนแผนน้ำมันช้างพรายรุ่นแรก เนื้อเขียว หมด

 ขุนแผนน้ำมันช้างพรายรุ่นแรก เนื้อเขียว 












หลวงปู่มหาโส วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ปี 2541 ด้านหลังฝังโค๊ดแผ่นปั๊มทองเหลือง


หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป พระอรหันต์กลางป่าบำเพ็ญสมณะกรรมฐานเป็นนิจ

หลวง ปู่พระมหาโส กัสสโป เป็นศิษย์สายธรรมหลวงปู่มั่น และเป็นศิษย์ผู้พี่ของหลวงปู่ผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต (ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดว่าท่านเป็นศิษย์หรือสหธรรมิกของหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะถ้านับพรรษาหลวงปู่มหาโสพรรษามากกว่าหลวงปู่ผางถึง 10 ปี เพราะหลวงปู่ผางท่านอุปสมบทตอนอายุ 40 ปีครับ) ในขณะที่ผู้คนรู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่ผาง หลวงปู่มหาโสยังคงธุดงธ์แสวงวิเวกอยู่ในป่าอยู่


**ท่านนับเป็น พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่งชึ่งผู้คนยังไม่ค่อยรู้จักท่านเท่าใด เพราะปฏิปทาท่านชอบบำเพ็ญหาความสงบทางจิตในป่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับตั้งแต่อายุ 70 ปี หลวงปู่พระมหาโสก็ไม่เคยออกจากวัดป่าคำแคนเหนือสู่งสังคมทางโลกอีกเลยจนถึง ปัจจุบัน สมัยก่อนท่านธุดงค์บำเพ็ญเพียรที่หุบเขาต่างๆ เช่น ภูพาน ภูผาแดง ภูเม็งฯลฯ และตั้งสำนักสงฆ์ที่หุบเขาภูเม็ง แต่ด้วยอุบาสกอุบาสิกาที่ไปถือศีลเป็นไข้ป่า ต่อมาเมื่อท่านจึงตัดสินใจย้ายลงมาอยู่ที่เชิงเขาภูเม็งจนถึงปัจจุบันท่านก็ ได้มาปักหลักสร้างวัดวัดป่าคีรีวันอรัญเขต (วัดป่าคำแคนเหนือ) ต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น


**หลวงปู่มหาโส กัสสโป แห่งวัดคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ไม่เคยพบกับหลวงปู่มั่นโดยตรง แต่ก็มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม) วัดป่าโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน และเป็นพระอุปัฌชาย์ผู้ญัติเป็นธรรมยุติให้หลวงปู่ด้วย และท่านก็ยังมีท่านพระอาจารย์มหาสีทน กาญจโน พระวิปัสสนากรรมฐานผู้เป็นเสาหลักใหญ่ของจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น คอยสอนกรรมฐานให้หลวงปู่มหาโส เมื่อครั้งพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม พาหมู่คณะพระกรรมฐานมาจำพรรษาเพื่อเผยแผ่ธรรมะในจังหวัดขอนแก่น ระยะประมาณ พ.ศ.2472 -2475 พระอาจารย์มหาสีทน ก็ได้ฝากหลวงปู่มหาโส และ หลวงปู่สิงห์ สุขปัญโญ (พระวิจิตรธรรมภาณี) อดีตเจ้าคณะ จ.อุบลฯ เป็นศิษย์พระอาจารย์สิงห์ด้วย

เหรียญนารายณ์แปลงรูป เนื้อทองแดงผิวรุ้ง เปิดบูชา

 เหรียญนารายณ์แปลงรูป เนื้อทองแดงผิวรุ้ง   เปิดบูชา 350 รวมจัดส่ง






หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่



สีผึ้งสีปากสีผึ้งตามตำรับเขมรโบราณ ตะกรุดทอง สาริกาคู่ หมด

 สีผึ้งสีปากสีผึ้งตามตำรับเขมรโบราณ หลวงพ่อเสน่ห์ วัดเชียงขาง จ.เชียงใหม่ ตะกรุดทองสาริกาคู่ บูชา 300 บาท


**สาริกาคู่จะเน้นด้านเสน่ห์ ความรัก การเจรจา **


สีผึ้งตามตำรับเขมรโบราณ ของหลวงพ่อเสน่ห์ชิ้นนี้สร้างน้อยมีจำกัด มีกลิ่นหอมรัญจวนแม้ยังไม่ได้เปิดใช้ ผสมว่าน มหาเสน่ห์ ว่านสาวหลง ว่านจูงนาง ว่านช้างผสมโขลง ว่านเทพรำลึก เทพรัญจวน ว่านจันทร์ขาว จันทร์แดง รวมทั้งน้ำมันพราย สูตรต่างๆ ทั้งน้ำมันแก้ว น้ำมันลูกไม้ ผสมกันหุงเคี่ยวสีผึ้งบริสุทธิ์ ตามตำหรับเขมรโ บราณ ทุกขั้นตอน โดยใช้ไม้มะยม และไม้รัก คนผสมพร้อมกับ บริกรรมคาถา ตลอดเวลา
และยังใส่ไม้มงคลแกะสาริกาลิ้นทอง ตะกรุด ฯ บรรจุลงตลับเพิ่มเติม

พุทธคุณ :
อธิษฐานขอและนำมาสีปาก...เด่นด้านเสน่ห์บังเกิดแก่ผู้บูชา ร่ำรวยด้านเสน่ห์ มหาเสน่ห์ เมตตา มหานิยม การเข้าหาและหากได้พูดคุยจะเกิดความรักใคร่เอ็นดู สำเร็จผลเร็ว

........................................
ใช้สีปาก โดดเด่นมากติดต่อเจรจาค้าขาย ติดต่อการงานดี ประสบความสำเร็จ เมตตามหานิยม หนุ่มสาวคุยกันติดต่อเรื่องความสัมพันธรักก็ดี

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เหรียญสมเด็จองค์ปฐมมหาสะท้อน เนื้อเงินชนวนล้วน ❌ปิดหมดแล้ว❌

 เหรียญสมเด็จองค์ปฐมมหาสะท้อน เนื้อเงินชนวนล้วน

                          ที่มาของชนวน 






เนื้อเงินชนวนที่เหลือจาก พิธีหล่อพระพุทธลีลาประทานพรเนื้อทองคำ และพระปัจเจกพุทธเจ้าเนื้อเงิน วัดท่าขนุน วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓












วัตถุประสงค์ ในการจัดสร้าง 



สร้างพระปางห้ามสมุทรทรงเครื่องจักรพรรดิ
เนื้อเงิน ความสูง ๑๕๕ ซ.ม.
เนื้อทองคำ ความสูง ๗๒ ซ.ม.
วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี








วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การบวงสรวง แล้ว ใครได้อะไร

 ทำไมต้องมีพิธีบวงสรวง

เรื่องของการบวงสรวง ถ้ามองกันในแง่ที่เข้าใจในปัจจุบัน หรือในทัศนะของนักปราชญ์กระดาษ ก็ดูจะเป็นเรื่องงมงายเกินไป แต่ถ้าจะพูดกันตามมุมของท่านที่ฝึกทางจิตใจจนจิตมีความสว่างพอใช้งานได้ แม้แต่เพียงฌานโลกีย์และฝึกด้านวิชชา ๓ ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีผลไม่น้อย การที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะเรื่องที่จะรู้จักท่านขุนด่านก็มาจาก เรื่องบวงสรวงเป็นปัจจัย คำว่าปัจจัยแปลว่าเครื่องอาศัย จะอาศัยทางวัตถุหรือทางจิตก็ตาม ต้องอาศัยแล้วเรียกปัจจัยทั้งสิ้น จะลืมบอกไปเสียแล้วว่าวันนี้ตรงกับวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๔ มาพูดกันเรื่องบวงสรวงต่อไป ฉันพบเรื่องบวงสรวงครั้งแรกตอนปลายเดือนกรกฏาคม ๒๔๘๐ วันหนึ่ง หลวงพ่อปานท่านมีธุระจะอัญเชิญพระพุทธรูปไปไว้ที่วัดเขาสะพานนาค มีคุณหลวงวิริยะฯ และคุณหลวงกิจฯ ทั้งสองท่านนี้มีบรรดาศักดิ์คือราชทินนามเต็มว่าอย่างไรฉันไม่ทราบ เพราะเห็นหลวงพ่อท่านเรียกว่าคุณหลวงวิริยะ คุณหลวงกิจ เท่านั้น ก็เลยทราบชื่อท่านเพียงเท่านี้ ท่านทั้งสองมารับพระพุทธรูป หลวงพ่อท่านมีบัญชาให้ฉันไปนิมนต์พระมาในพิธีบวงสรวง ท่านเลือกเฉพาะพระที่ทรงฌานทั้งหมดรวม ๔ องค์ ฉันกับสองลิงคงนั่งดูพิธีบวงสรวง

การบวงสรวงเชิญใครกันครับ
ฉัน สงสัยเรื่องของการบวงสรวงว่าที่ท่านทำนั้นมีผลเพียงใด จึงเรียนถามหลวงพ่อก่อนพิธีบวงสรวงว่า การบวงสรวงเชิญใครกันครับ ท่านบอกว่าเชิญท้าวมหาราชทั้งสี่ มีท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปปักษ์ และบริวารทั้งหมด
ถามท่านว่าเชิญมาทำไม ท่านบอกว่าท่านทั้งสี่บอกท่านไว้ว่าเมื่อมีงานสำคัญเกิดขึ้นขอให้บอกท่าน โดยท่านแนะนำพิธีการไว้ เมื่อบอกแล้วทุกท่านจะมาช่วย ฉันยิ่งแปลกใจใหญ่ เรียนถามท่านว่าเมื่อเชิญแล้วท่านทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารมาหรือเปล่าครับ ท่านหันมาถามว่าแกไม่เคยเห็นหรือ ฉันเคยเชิญมาหลายครั้งแล้ว แกไม่เคยเห็นท่านหรือ ความจริงเคยเห็นท่านเชิญเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจและไม่ได้อยู่ในวงการ เมื่อเห็นท่านเชิญก็เดินเลยไปเสีย คิดว่าเป็นเรื่องมายืนว่าคาถาสวดมนต์ธรรมดา ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมดาของพระ เมื่อเอะอะก็สวดมนต์ดะ สวดเพื่อสงเคราะห์คนฟังบ้าง สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองบ้าง ที่สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีปริมาณมากกว่าสวดเพื่อสงเคราะห์คนฟัง ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเคยอยู่ร่วมในวงการของพระ จะสังเกตไม่ยากพวกสวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีลีลาการสวดหลายแบบ พิธีนี้ใช้บทนั้น พิธีนี้ใช้บทนี้ พอสวดกลับมาก็ตรวจตราซองที่ใส่เงิน บ้านนี้ได้เท่านี้หว่า บ้านนี้ให้เท่าไร บ้านไหนให้น้อยคิดด่าส่ง ที่ออกปากด่าเสียก็ไม่น้อย บางรายไปบังสุกุล เจ้าภาพให้น้อย เท่าที่เคยเห็น เจ้าภาพถวายเงิน ๑ สลึง น้ำตาล ๑ ห่อ สบง ๑ ตัว พอออกจากวัดไปบังสุกุลพวกเอาน้ำตาลที่เขาถวายมาวางไว้ที่ตรอกวัดเป็นแถว พวกจัญไรพวกนี้เป็นพวกทำลายพระศาสนาแท้ ๆ ไม่มีใครเหลียวแลเสียบ้างเลย น่าจะตรวจใบสุทธิ ทราบว่าใครเป็นอุปัชฌาย์แล้วจับอุปัชฌาย์สึกเสีย จะได้ไม่บวชส่งเดชเพื่อหวังเฉพาะค่าจ้างแรงงาน จะได้ปกครองสัทธิวิหาริกตามพระวินัย เลวจริง ๆ ที่ไม่มีใครสนใจพระธรรมวินัยกันเลย
สำหรับท่านที่สวดเพื่อสงเคราะห์ ท่านสวดตามแบบที่ท่านประชุมตกลงกันและไม่หวังผลตอบแทน ได้หรือไม่ได้ ให้หรือไม่ให้ก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวคือสวดให้ฟังเล่นเพลิน ๆ พอมีผลทางใจบ้าง ไม่ใช่ไม่มีผลเลย เพราะคนฟังธรรมเพลิน แม้ไม่รู้เรื่องก็สามารถไปสวรรค์ชั้นกามาวจรได้ มาพูดถึงเรื่องบวงสรวงกันต่อไป การบวงสรวงเชิญแล้ว ท่านจะมาไหม เมื่อฉันถามท่านว่าเขามากันหรือเปล่า ท่านก็ย้อนถามฉันว่าไม่เคยเห็นหรือ ความจริงตอนนั้นฉันบวชยังไม่ถึง ๑๕ วัน มัวตั้งท่าตั้งอารมณ์คุมสมาธิท่าเดียว ยังไม่ได้ฝึกพิเศษ ก็ตอบท่านว่าไม่เคยเห็นและไม่เคยสนใจ ท่านร้องว่า ทุด! นี่เป็นศัพท์ที่ท่านผู้ใหญ่ชอบใช้เมื่อเห็นพลพรรคไม่เป็นเรื่อง แล้วท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้สิ เมื่อพวกฉันเชิญ แกคอยนั่งดูนะว่ามีใครมาบ้าง หรือไม่แน่ใจว่าจะเห็นได้ เมื่อฉันเชิญจบสวด ๕ ครั้งแล้ว แกบอกในใจว่า ขอเชิญท่านท้าวมหาราช ทั้ง ๔ หรือองค์ใดองค์หนึ่ง ขอให้ท่านกรุณาไปพบในขณะที่ท่านทำสมาธิ จะเป็นเวลาเท่าไหร่ก็ได้ แต่แกต้องตั้งอารมณ์ให้เป็นสมาธิจริง ๆ นะจะเห็นท่านได้ ต้องการสี่องค์หรือองค์ไหนก็ตามจงทำตามนี้นะ ฉันรับปากท่านว่าจะทำตามนั้น เรื่องสงสัยยังไม่หมด คือ พระองค์ นิดเดียวที่ท่านจะมอบไปวัดเขาสะพานนาค ถามท่านว่า เขาบอกว่าจะช่วยงานใหญ่และสำคัญ ก็เวลานี้หลวงพ่อจะมอบพระองค์เล็กนิดเดียวให้วัดเขาสะพานาค เขาจะมาหรือครับ ท่านถามว่าแกเห็นว่าเรื่องอาราธนาพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็กนักหรือ พอท่านถามก็ตกใจ และคิดว่าเราเลวมากเสียแล้วที่เห็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็ก ท่านสั่งให้ขอขมาพระพุทธเจ้าทันที ลูกหลานจำให้ดีนะ พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เราเอารูปพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นปุถุชนเหมือนกันแต่ท่านมีบารมีมากกว่า ทำบุญมาดีกว่า ท่านจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เอามาวางไว้ในที่ๆ ไม่สมควร ฉันคิดว่ากฎหมายอาจจะลงโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ เขาร่างกันไว้ตามนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ฉันคิดเอาเอง และก็คิดว่าน่าจะมีกฎหมายบังคับ เพราะถ้าท่านบุญไม่ถึงจริง ๆ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ เว้นแต่บุญของท่านจะไปยับยั้งลงเมื่อไรเท่านั้นเอง ก็พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เมื่อเราปรามาสจะไม่มีโทษหรือ ที่เขาซื้อขายกันนั้นเขาไม่ได้ซื้อขายพระพุทธเจ้า เขาขายวัตถุ ตามที่เขาเข้าใจเพราะฉันเคยเห็นเจ้าของร้านค้าพระพุทธรูปที่เป็นจีนเคยขาก ถุยลงในที่ ๆ มีพระพุทธรูปวางอยู่นั่นเป็นเรื่องของคนขาย แต่เราพุทธศาสนิกชน เราทำอย่างนั้นไม่ได้
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค
...........................................................................
ถาม : การบวงสรวงคืออะไร เป็นพิธีการของศาสนาพราหมณ์ใช่หรือไม่?
ตอบ : การบวงสรวงคือ พิธีการทางพุทธศาสนา ที่ท่านโบราณคณาจารย์ได้กระทำ เพื่อเป็นการยอมรับนับถือท่านผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ในชีวิต มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์สาวก เทพไท้เทวา คุณบิดามารดา อาจารย์ทุกๆพระองค์ ทุกๆชาติ รวมทั้งพระภูมิเจ้าที่ ท่านท้าวจาตุรมหาราชทั้ง ๔ ท่านพระยายมราช เคารพท่านผู้เป็นใหญ่ในทั้ง ๓ โลก

ชื่อว่าบวงสรวง คนส่วนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพิธีการของพราหมณ์ บวงสรวงเป็นภาษาพราหมณ์สมัยพุทธกาลก็เป็นภาษาบาลี ส่วนภาษาไทยแปลว่า ยอมรับนับถือท่านผู้มีพระคุณ คือพระรัตนตรัย พรหม เทวา ผู้เป็นใหญ่ดูแลโลก ดูแลคุ้มครองผู้ที่มีบุญบารมี ไม่ให้ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ จากผู้ร้าย จากภัยธรรมชาติ เป็นพิธีการบูชาพระคุณความดีของท่านที่มีคุณงามความดีต่อสรรพสัตว์ทั้ง ๓ โลก

จุดประสงค์ของการบวงสรวง
จุดประสงค์ของการบวงสรวงมีมากมายหลายข้อ แล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละท่านที่จะบวงสรวงเพื่ออะไร ก็ตั้งจิตอธิษฐาน อัญเชิญท่านผู้เป็นใหญ่ ท่านผู้มีพระคุณ ถ้าศาสนาพราหมณ์ก็บูชา พระพรหม เทวาอารักษ์ ถ้าเป็นชาวพุทธก็อัญเชิญท่านผู้เป็นใหญ่สูงสุด คือองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า พระอริยสาวกทุกๆพระองค์เบื้องบนพระนิพพาน คุณบิดามารดาทุกๆชาติ เทพเจ้าพระพรหมเทวดาที่ดูแลคุ้มครองป้องกันทั้ง ๓ โลก
ประโยชน์ของการบวงสรวงมีอะไรบ้าง
เมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาแล้วตามที่เราตั้งใจอัญเชิญด้วยความเคารพนับถือ ด้วย ใจจริง ขอให้ท่านช่วยเหลืองานใหญ่ๆ ที่เราจะทำ เช่นสร้างวัด สร้างบ้าน สร้างตึก เป็นต้น ก็ทำให้ ผีวิญญาณ คนสัตว์ ได้เห็นพระท่านมา ได้โมทนา ยินดี เมื่อได้เห็นแสงสว่างจากท่านผู้บริสุทธิ์ มีปัญญาบารมี มีความสุขสดชื่น โลกก็ไม่วุ่นวายเดือดร้อนจนเกินไป สรรพสัตว์ จะอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น
ถาม : คุณประโยชน์ของการบวงสรวงมีอะไรบ้าง?
ตอบ : คุณประโยชน์ของการบวงสรวงมีมากมาย หลายข้อ สรุปเป็นข้อใหญ่ๆได้ดังนี้
๑. เป็นการปฏิบัติบูชา ด้วย กาย วาจาใจ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เป็นการบูชาแบบพิธีการเทิดพระเกียรติของท่านผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ ไพศาล คือองค์พระบรมโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกทุกๆพระองค์ คุณพ่อ คุณแม่ทุกๆชาติ คุณครูอาจารย์ทุกๆชาติ เทพเทวาอารักษ์ผู้รักษาโลกนี้ทุกๆพระองค์
๒. เป็นการมอบกายถวายชีวิต เป็นลูกศิษย์ขององค์พระตถาคตเจ้าอย่างเป็นพิธีการ
๓. เพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์ทุกดวงจิตในโลกมนุษย์ ตั้งแต่ เปรต ผี วิญญาณพเนจร คน ให้พ้นทุกข์ พ้นอันตราย และให้โลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุข จากอานิสงส์ผลบุญของการบวงสรวงที่สรรพสัตว์ได้โมทนากับกุศลผลบุญ
๔. สรรพสัตว์ทั้งหมดทุกดวงจิตวิญญาณ ทั้งผีและคนได้เห็นพระฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์โสภาคย์ที่ได้โปรดเมตตาทรงเสด็จมาเป็นองค์ พระประธานของการบวงสรวง ก็มีจิตปีติ ยินดี สดชื่น เบิกบาน มีความสุข พ้นจากทุกข์บาปกรรม
๕. เป็นการสะเดาะเคราะห์ของโลกมนุษย์ซึ่งมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย จากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุต่าง ๆ ภัยเศรษฐกิจ ฯลฯ เนื่องจากบาปกรรมของ คน สัตว์ รวมทั้งภูต ผีวิญญาณมากมายหลายล้านที่คนมองไม่เห็น ผี คือจิตวิญญาณของคนที่ตายแล้ว แต่ไม่ไปไหนยังคงเวียนวนอยู่ในโลก เพราะความลุ่มหลงในร่างกายตนเอง ร่างกายคนรัก ทรัพย์สมบัติของตน จึงไม่พ้นจากการเป็นผี
๖. เป็นงานพุทธาภิเษก ด้วยการขอพระบารมี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เมตตาให้วัตถุมงคล ทุกชนิดมีพลังพระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ เพื่อปกปักรักษา ป้องกันอันตราย และช่วยให้ผู้ได้วัตถุมงคลไปบูชา มีจิตก้าวหน้า เข้าถึงพระธรรม ได้รวดเร็ว...🙏🙏🙏
📿คำสอนหลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง📿
กระโถนข้างธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พระขุนแผนอุ้มนาง เปิดบูชา

พระขุนแผนอุ้มนาง 950 บาทรวมส่ง


หลวงปู่สรวง บ้านละลม เนื้อดินดำ ดินปราสาทขอม แช่น้ำมนต์ ปลุกเสกปี 2519



วัวธนูวัดโขงขาว ปี 2518 ของโชว์

วัวธนูวัดโขงขาว ปี 2518


หากจะกล่าวถึงหลวงปู่คำแสน และหลวงพ่อบุญรัตน์ ท่านคุ้นเคยกันมานานแล้ว และประมาณปี 2518 ที่วัดป่าดอนมูล หลวงปู่คำแสน ท่านได้มอบตำราสร้างวัวธนู ให้กับหลวงพ่อบุญรัตน์ พร้อมกับสอนวิธีการสร้าง ท่านกล่าวว่า ท่านอายุมากแล้ว เกรงว่าต่อไปวิชานี้จะสูญหาย ในการนี้ท่านได้มอบวัวธนูที่สร้างจากไม้หวายผ่าซีก และแกะคอดให้กับหลวงพ่อบุญรัตน์ด้วย

หลังจากนั้นหลวงพ่อบุญรัตน์ ได้จัดสร้าง วัวธนูขึ้นตามตำราของหลวงปู่ทั้งสองรูป โดยหลวงพ่อบุญรัตน์ ได้นำไปขอความเมตตาให้หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว เมื่อเสร็จพิธี หลวงปู่คำแสน ท่านได้กล่าวกับหลวงพ่อบุญรัตน์ว่า “วัวธนูชุดนี้ให้เก็บไว้ก่อน อย่าเพิ่งนำออกมา ในภายภาคหน้าคนจะถามหากันเยอะ จะเป็นที่ต้องการกันมาก” มูลเหตุตรงนี้จึงเป็นมูลเหตุให้หลวงพ่อบุญรัตน์ท่านเก็บวัวธนูชุดนี้ไว้นับแต่บัดนั้น

นอกจากหลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูลแล้ว หลวงพ่อบุญรัตน์ยังได้นำวัวธนูชุดนี้ ไปขอความเมตตาให้ครูบาอาจารย์ปลุกเสกเดี่ยวอีกหลายรูป คือ

หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุ่ย
หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก
หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง
หลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
นอกจากนี้ท่านยังนำมาที่กรุงเทพฯ เพื่อขอความเมตตาให้
หลวงปู่เส่ง วัดกัลยา (ปรมาจารย์ ตำนาน น้ำมนต์ดอกบัวบาน) เสกให้ด้วย
ครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง (พี่ชายแท้ๆ ของครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า)
ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
ครูบาบุญทึม วัดจามเทวี (ลูกศิษย์ครูบาศรีวิชัย ที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)ท่านเคยเล่าว่า สมเด็จองค์ปัจจุบันท่านกำชับ ให้ไปตามหาพระที่ชื่อทึมให้เจอ)

สำหรับหลวงพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)นั้น ท่านได้พุทธาภิเษกวัวธนูชุดนี้หลายครั้งหลายคราวมาก เพราะท่านเดินทางไปทอดกฐินที่วัดโขงขาวเป็นประจำทุกปี (จากความสัมพันธ์ ในอดีตที่ท่านเคยเล่าว่า สมัยเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมมหาราช อัฐธาตุของท่านเก็บไว้ที่วัดโขงขาวแห่งนี้ และในอดีตนั้นหลวงพ่อบุญรัตน์คือราชโอรสฝาแฝดของท่าน)

สรุปวัวธนูชุดนี้ ได้รับการอธิษฐานจากพระเถระดังต่อไปนี้

1. หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล
2. หลวงปู่ชุ่ม วัดวังมุ่ย
3. หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก
4. หลวงปู่ชัยวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
5. หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
6. หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง
7. หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาฯ
8. หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า
9. หลวงปู่ครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง
10. หลวงปู่บุญทึม วัดจามเทวี

การบูชาดูเหมือนจะยาก แต่จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลย  พระเถระรูปหนึ่ง ท่านกล่าวว่า  “วัวธนูรุ่นนี้ ไม่ธรรมดา นอกจากกันภูติผีปีศาจ โจรขโมย ยังสามารถป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ได้ด้วยการบูชาให้วางบนพานดิน (ดินบริสุทธิ์) บูชาด้วยน้ำสัก 1 แก้ว (เปลี่ยนทุก 7 วันก็ได้) วัว 1 องค์ สามารถคุ้มได้ทั้งบ้าน  วัวธนูรุ่นนี้ มีแต่คุณ ไม่มีโทษ”ที่สำคัญอีกประการ คือ วัวธนูรุ่นนี้ แม้จักลืมอาราธนา ท่านก็ปกป้องคุ้มครองโดยอัตโนมัติเองอยู่แล้ว

หุ่นพยนต์อาคม รุ่นมนต์พนมรุ้ง

หุ่นพยนต์อาคม รุ่นมนต์พนมรุ้ง รวมส่ง 500

หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง จ.บุรีรัมย์ ปี 2558 เนื้อนวโลหะพรายเงิน พร้อมกล่อง

สีผึ้งแม่เป๋อ รุ่นฝังตะกรุด หมด

สีผึ้งแม่เป๋อ รุ่นฝังตะกรุด 
 สีผึ้งแม่เป๋อ เจ้าทรัพย์ สุดยอดของหายาก


หลวงปู่ถ้า อนาลโย วัดป่าดงคำชี จ.กาฬสินธุ์
สุดยอดเครื่องรางตำหรับเขมร สีผึ้งแม่เป๋อเจ้าทรัพย์
หลวงปู่ถ้า อนาลโย วัดป่าดงคำชี จ.กาฬสินธุ์ อายุ 96 ท่านเป็นศิษย์แท้ๆของ อาจารย์ไพร ที่ได้ชื่อเก่งที่สุดในเขมรเรื่องการสร้างแม่เป๋อเรียกเงิน
สีผึ้งแม่เป๋อเจ้าทรัพย์
สำหรับสีผึ้งชุดนี้ ชี้นกเป็นเงิน ชี้ไม้เป็นทอง ชี้สวาทได้ความไคร่ ยิ่งซักไซร้ได้ครอบครอง ที่สุดของที่สุดสีผึ้งแม่เป๋อเจ้าทรัพย์ สมบัติมากมาย บูชาเถิดจะเกิดโชคลาภมากมายก่ายกอง กินไม่ไหวใช้ไม่หมด มีดี 2อย่างในอันเดียวกัน สีผึ้งอันเรื่องชื่อของหลวงปู่ถ้าท่านผสมมวลสาร 9 อย่าง คือ ผงอิทธิเจ ว่านผัวหลง ว่านมหาเสน่ห์ 108 ว่านดอกทอง
ว่านสบู่เลือด ว่านไพรดำ น้ำมันช้างตกมัน น้ำมันพรายแท้ๆ เศษทองคำเปลว นำมาเสกและหุงด้วยกัน ฤกษ์งามยามดีหลวงปู่ทำพิธี
บรวงสรวงเทวดาฟ้าดิน จัดบายศรีชุดใหญ่ ถวายผลไม้
อาหารคาวหวาน หมาก พลู บุหรี่ หัวหมูถวายตอนเช้า ตอนเที่ยงตรงพระอาทิตย์ตรงหัว เริ่มหุงสีผึ้งโดยใช้ก้อนหินสามเศร้าก่อไฟ ใช้ไม้
ขนุนทำฟืน ใช้ไม้มะยมตายพรายหน้าบ้านแม่ม้ายทำพายกวน
ใช้กะทะขันลงหินจารอักขระ มัดใจหญิง-ชาย สะกดใจหญิง-ชาย
ผูกจิตมัดใจรักไคร่มิรู้ลืม เคี้ยวเหนียวผสมผสมสีผึ้งรุ่น 1และรุ่น 2
ก่อนปิดทอง 9 แผ่น พักไว้ให้เย็น ตักไส่ตลับกลั้นใจวางแม่เป๋อปิดฝา เสกยาวอีก 7 ราตรี ให้แรง มีฤทธิ์ มีเดช มีตัวตน 32 ประการ
แรงแท้แน่นอน ใครชอบของแรงต้องรีบจับจองแล้วจะรู้ว่าแรงจริง
คาถา
ตั้งนะโม 3 จบ นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
นะโทพุทธายะ นะมะอะอุ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

หุ่นพยนต์ มนต์เขมร เนื้อตะกั่วอวน

 หุ่นพยนต์ มนต์เขมร เนื้อตะกั่วอวน บูชา 500 รวมจัดส่ง




หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


เหรียญนารายณ์แปลงรูป เนื้อทองฝาบาตร เปิดบูชา

 เหรียญนารายณ์แปลงรูป เนื้อทองฝาบาตร  เปิดบูชา 350 รวมจัดส่ง



หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


สีผึ้งแมลงทับพรายเทียนเกี้ยวสาว เปิดบูชา

 รุ่น สีผึ้งแมลงทับพรายเทียนเกี้ยวสาว  บูชา  450



หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


งั่งตาแดง ร่ำรวยมหาเสน่ห์ เนื้อมหาชนวนมวลสาร

 งั่งตาแดง ร่ำรวยมหาเสน่ห์ เนื้อมหาชนวนมวลสาร  



หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


พญางั่งบรมครูมหาเสน่ห์ ทองแดงเถื่อน เปิดบูชา

 พญางั่งบรมครูมหาเสน่ห์ ทองแดงเถื่อน เปิดบูชา 960 บาทรวมส่ง



หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


พญาควายธนูอาถรรพ์ รุ่นแรก ทองแดงเถื่อนเปิดบูชา

 พญาควายธนูอาถรรพ์ รุ่นแรก ทองแดงเถื่อน  บูชา 950 บาท





หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ วัดบ้านจะเนียง ต.บ้านสองชั้น อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ท่านถือกำเนิดเมือ พ.ศ.๒๔๘๒ ที่บ้านปะนึม ต.บึงขนา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่ออุมขัน โยมมารดาชื่อเปร็ง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ และได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฝั่งกัมพูชาถึง ๑๒ ท่าน ท่านที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมากคือพระอาจารย์ลุน ส่วนผู้ที่ถ่ายทอดวิชาทำหุ่นพยนต์ให้กับท่านเป็นฆราวาสคือโยมปู่ของท่านเอง ระหว่างที่บวชพระที่ประเทศกัมพูชา ท่านได้ธุดงค์ไปยังเมืองต่างๆโดยตลอด จนกระทั่งถึงพรรษาที่ ๖ ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา มีการเข่นฆ่าไม่เว้นแม่แต่พระเณร ท่านจึงลาสิกขาบทลี้ภัยสงครามอพยพมาอยู่ที่ อ.ตาพระยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ หลังจากนั้นท่านเข้าอุปสมบทอีกครั้งเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ณ พัทธสีมาวัดหนองติม โดยมีหลวงพ่อแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นท่านก็ออกจำพรรษาไปยังวัดต่างๆหลายจังหวัด จนมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อีก ๕ พรรษา ในระหว่างนั้นเองท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ศึกษาวิชาอาคมจนแตกฉาน หลวงพ่อเมียน กัลยาโณ ยังเป็นสหธรรมิกที่สนิทเป็นอย่างมากับหลวงปู่เจียม อติสโย ด้วยเป็นคนบ้านเดียวกันและบวชเรียนมาด้วยกัน รวมทั้งเป็นสหธรรมิกรุ่นน้องกับหลวงปู่ธรรมรังษี เกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่ได้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านจะเนียง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ หลวงพ่อเมียน ท่านเป็นที่มีเมตตาสูงจึงมีลูกศิษย์แวะเวียนไปขอพรจากท่านเสมอ ยามว่างท่านก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด

พระเกจิสายเขมรอีกท่านหนึ่ง เพราะท่านยังอยู่ให้เราสามารถไปกราบไหว้ท่านได้ แม้ว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่นาน ท่านก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เราได้ยินกันไม่น้อย ทั้งน้ำมันพรายเทียน อันน่าประหลาดใจ ทั้งผงพรายกุมาร ตำรับเฉพาะของท่าน ยังสีผึ้งแมลงทับ และหุ่นพยนต์อันมีประสบการณ์มากมาย 

และเมื่อผ่านมาไม่นานนี้ ท่านถูกนำประวัติ ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ไปลงตีพิมพ์ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับอยู่มิได้ขาด ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายยิ่งๆขึ้นทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ จะได้เร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับท่าน และพระเครื่องของท่าน ท่านจะได้บูชาพระเครื่องแท้ๆ ถูกๆ ทันยุคที่ท่านยังมีชีวิยอยู่


ตารวย หุ่นพยนต์ สายสิญจน์ควัน พระจันทร์เพ็ญ หมด

ตารวย หุ่นพยนต์ สายสิญจน์ควัน พระจันทร์เพ็ญ 



หลวงปู่ศุข จะผูกหุ่นพยนต์ในวัน เพ็ญ  15 ค่ำ เดือน 12 วันเต็ม บนเต็มล่าง พระจันทร์เต็มดวง น้ำนองเต็มตลิ่ง ท่านจะนั่งอยู่ริม น้ำ นำสาย สิญจน์ที่จูงศพ หรือ สายสิญจน์นำผี นำมาผูกทำเป็นรูปหุ่นขึ้นมือหยาบๆ แล้วปลุกให้ขึ้นจนมีตัวมีตน รูปร่างใหญ่โตแล้ว ท่านก็จะโยนลงแม่น้ำ หุ่นพยนต์ ตนไหน ว่ายแหวก ลอย ทวนน้ำกลับมาหาท่านได้ ท่านก็จะเก็บเอาใส่ย่าม และ แจกกับผู้ที่ มาขอ ชาวบ้านจะรู้ว่าหลังวันลอยกระทง จะต้องมาขอ หุ่นพยนต์กับหลวงปู่ศุข หุ่นพยนต์ นี้เป็นที่รู้กันว่า  เอาไปใช้เฝ้านา กันขโมย กันโจรผู้ร้ายดีที่สุด ที่ใช้ขลังๆ แม้แต่หนูแต่นก หุ่นพยนต์ ก็ไล่ได้ อีกพวก จะใช้ติดตัว พร้อมบอกสั่งหุ่นพยนต์เสร็จ สรรพว่า  ให้หุ้น พยนต์มีหน้าที่ป้องกันอันตราย กันภูติผีปีศาจ กันคุณไสย กันสิ่งไม่ดี  และ มีหน้าที่ เอาโชคลาภ เงินทอง ดอกผลมาให้ ในรายที่ใช้ ขึ้น เขาก็ร่ำ ก็รวย กันจริงๆ มายุคสมัยบ่อนเบี้ย หุ่นพยนต์ก็ใช้หาโชคหาลาภได้ขึ้นชื่อที่สุด

    วันเพ็ญเดือน 12  ปีนี้ หลวงปู่จันทร์ ผู้ได้รับถ่ายทอดวิชา หุ่นพยนต์ ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ผ่านทาง หลวงพ่อปี วัดพิหารแดง  ใช้ สายสิญจน์ จูงศพ หรือ สายสิญจน์นำผี  ที่ว่าขลังที่สุด (ตำราว่า แม้แต่ผี ก็โดนสายสิญจน์ ชักนำจูงได้ สายสิญจน์ นี้จึงมีอำนาจมากเป็นของดี ในตัวสายสิญจน์นี้ไม่โดนตัวศพ เพราะ เป็นสายสิญจน์ที่ต่อจากโลง อีกทอดหนึ่งให้ พระสงฆ์ถือไว้ เพื่อนำโลงเวียนเมรุ) เมื่อได้มาแล้ว หลวงปู่ทำ การปลุกเสกสายสิญจน์ พรมน้ำมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา นำพุทธคุณครอบคลุม ก่อน จึง นำมาฝั้น ผูกมัดเป็นรูป “หุ่นพยนต์ ” ด้วยมือ การจับ ให้เป็นรูปคน นั้นยาก เป็นวิธีโบราณ เดียวนี้ อย่าแต่หาพระที่เสก หุ่นพยนต์ได้เลย แค่ จับสายสิญจน์ทั้งเส้นเป็นหุ่นพยนต์ยังยากเต็มที   ใช้เวลาในการ ทำหุ่นพยนต์ เกือบตลอด ปี 2558 (12 เดือน ทำตั่งแต่ต้นปี เสร็จและปลุกเสกได้วันลอยกระทง)  นำมาลงรักน้ำเกลี้ยง และ ปิดทองแท้ ทับลงไป ปลุกด้วยคาถาเบิกเนตร ทีละองค์ เบิกให้มีอาการ 32  ครบถ้วน ในวันเพ็ญเดือน 12 ปี 2558 หุ่นพยนต์ ตำราหลวงปู่ศุข ท่านว่า ขลังนัก ฆราวาสรุ่น เก่าได้วิชานี้ไป สานผูกหุ่นด้วยไม้ไผ่ยังขลังและมีราคาแพงๆ แต่ นี่เป็น สายสิญจน์ นำผี ที่มีอาถรรพ์ จัดจ้านชัดเจน และสร้างโดย ศิษย์สายหลวงปู่ศุข โดยตรง จึงมิต้องสงสัย ในคุณวิชา ที่ตกทอดมาร่วม 100 ปี          เรื่องหุ่นพยนต์นี้ อุปเท่ห์การใช้ ๑๐๘  

·      เน้นในเรื่องเมตตามหานิยม  ทำให้คนทั้งหลายรักเราก็ได้ 

·      เรื่อง โชคลาภ เรียกเงินเรียกทอง  ทำให้เราได้โชคได้เงิน ได้ลาภลอย ถูกหวยรวยเบอร์ก็ได้ (นักเล่น ถ้าขอแล้วได้ ให้เลิกเล่น ถ้าเล่นต่อจะหมดตูด)  

·      ขับไล่สิ่งอัปมงคลอำนาจชั่วร้าย และภูตผีปิศาจ กันคุณไสย ลมเพลมพัด กันและแก้ของไม่ดี อย่างเราไปสถานที่ใดๆมีสิ่งไม่ดีเอาหุ่นพยนต์ติดตัวไปด้วย จะแก้ได้หมด สิ่งไม่ดีจะสงบระงับ (เพราะหุ่นพยนต์เป็นเทวดาแปลงกายลงมาไม่ใช่ผี)

·      กันขโมย บูชาไว้ในรถ สำนักงาน ร้านค้า เฝ้าเรือกสวนไร่นา กันขโมย ปกป้องกันภัยให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง

·      ขอให้ หุ่นพยนต์ ช่วย  เรื่องงาน เสนองาน นายหน้า ขายประกัน รับเหมาก่อสร้าง ทำธุรกิจ ก็ขอความสำเร็จกับหุ่นพยนต์ให้ หุ่นช่วยอีกแรง

·      พุทธคุณของ"หุ่นพยนต์”   ช่วยเรื่อง  เสริมดวง บารมี  ให้เด่น ดี ดังกว่าใครๆได้

·      หุ่นพยนต์ ไม่ใช่ผี ไม่มีผลร้าย ใช้ได้ทุกคน มีญาณของ เทวดาแปลง มาช่วยเหลือคน

คาถาและวิธีใช้  หุ่นพยนต์ 
คาถา ปลุก  นะโม 3 จบ 

“อะนิโสสะ สะอะนิโส  ปลุกมหาปลุก กูจะปลุกพ่อหุ่นพยนต์ ด้วยอะหังทุกัง นะมะพะทะ สวาโหม ”

วิธีใช้ธูป 16 ดอก บอกเล่า ในวันแรกที่รับไป  จะทำการเซ่น ให้เซ่นด้วย ข้าว ปลา อาหาร น้ำ  ปกติที่คนกิน ถ้าได้ลาภใหญ่เห็นผลชัด ให้ถวายเหล้าขาว บุหรี่  ดอกดาวเรือง หรือ ทำสังฆทานอุทิศให้ “ตารวย” จะดีมาก

**********************************************************************************

ประวัติหลวงปู่จันทร์ เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำสุพรรณ
หลวงปู่พระครูสังฆรักษ์ จันทร์ อายุ 85 ปี ทรงรัตตัญญู รู้ราตรีนาน
เอกอุด้วยวิชาจันทร์เพ็ญผุดผ่อง และทรงวิชาสายครูบาอาจารย์ อย่างหมดจด สืบวิชา

1. หลวงพ่อปานวัดบางนมโค จาก หลวงปู่คำ วัดหน่อพุทธางกูล  หลวงปู่คำยังเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อถิรวัดป่าเลไลย์ จะกล่าวว่า หลวงพ่อถิร มีครูเดียวกับ หลวงปู่พระครูสังฆรักษ์ จันทร์ก็คงไม่ผิด
2. หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จาก หลวงพ่อปี วัดพิหารแดง สอนให้หลวงปู่ โดยบอกว่า “จันทร์ เอาไว้เสริมกับลูกเบา (เมตตา)” ที่เองทำได้แล้ว มันจะขลังไปกันใหญ่”
3. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงปู่เมี้ยน วัดโพธิ์เจริญ ผู้เป็นหนึ่งในศิษย์เอก และเป็นเพื่อนกับหลวงปู่เพิ่มวัดกลางบางแก้วด้วย

4. หลวงพ่อทัพ วัดทอง จาก หลวงพ่อท้วมวัดไชยนาวาส เรียนวิชาเล่นแร่แปลธาตุ จากสายผู้สร้างพระปิดตาเมฆสิทธิ์พิชิตเงินล้าน
5. จากนั้นหลวงปู่ พระครูสังฆรักษ์ จันทร์ ไปเรียนวิชา จากหลวงพ่อเส็งวัดประจันตคามผู้สร้างเหรียญนางกวักรับแต่เงินทอง และหลวงพ่อจาดวัดบางกะเบา มือหนึ่งแห่งสงครามอินโดจีน