วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
การบรวงสรวง และเครื่องบวงสรวง แผนภาพ ตำแหน่ง
ขอขอบคุณต้นฉบับ
เฟจคณะเรือดำน้ำ มุ่งสู่นิพพาน
http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2524&page=2
http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1210
ตอนนั้นมหาเอ (พระมหานันทวัฒน์ เขมธมฺโม)ท่านยังไม่ได้บวช ยังเป็นหมอเออยู่ ท่านก็เลยรีบศึกษาไว้ ก่อนที่จะโดนด่าอีก เพราะเครื่องบวงสรวงจะมีส่วนสำคัญอยู่สามสี่อย่าง
อย่างแรก คือ ต้นบายศรี ไม่ว่าเราจะทำบายศรีเป็นสีอะไรก็ตาม ให้ติดสีแดงไว้นิดหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรจะเอากลีบกุหลาบแดงติดยอดบายศรีก็ได้ ท่านบอกว่าสีแดงเป็นสีของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ส่วนใหญ่ในงานบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านจะรับภาระโดยตรง ให้ติดสีแดงไว้บ้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของท่าน
ประการที่สอง ก็คือ สีของบายศรีปากชามสี่ทิศ แต่ละทิศเป็นสีจำเพาะของท้าวมหาราชแต่ละพระองค์ คือ ทิศเหนือสีแดง ทิศใต้สีม่วง ทิศตะวันออกสีเหลือง ทิศตะวันตกสีขาว
อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ หัวหมูกับไก่ สามทิศวางหัวหมู แต่ทิศเหนือต้องวางไก่เท่านั้น อย่าผิดทิศเป็นอันขาด อาตมาไปย้ายให้มาหลายเจ้าแล้ว บางเจ้าสี่ทิศก็ผิด และมีบางรายเห็นวัดมีสัปทนก็เลยกางบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเขากางตามสีทิศเหมือนกัน เพราะฉะนั้น..สัปทนถ้าจะใช้ก็สี่สีเหมือนกัน คือ เหนือแดง ใต้ม่วง ตะวันออกเหลือง ตะวันตกขาว
ถาม : ทิศนี่ดูตามเข็มทิศหรือคะ ?
ตอบ : เอาทิศจริงเป็นหลักจ้ะ ตามเข็มทิศไม่ได้ ถ้าตามเข็มทิศ ทิศจะเพี้ยนไป ๒๓ องศาครึ่ง เคยเรียนมาหรือเปล่า ? ถ้าเรียนมาเขาจะบอกว่าแกนโลกเอียง ๒๓ ๑/๒ องศา เพราะฉะนั้น..ทิศจริงกับทิศเข็มทิศจะเพี้ยน ๒๓ ๑/๒ องศา
ถาม : แล้วควรทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : ดูตะวันเป็นหลัก ถ้าตะวันไม่มีก็ถามเจ้าของสถานที่ว่าแดดออกทางไหน
ถาม : บวก ๒๓ องศาครึ่งไปทางไหน ?
ตอบ : ไม่ต้องบวกต้องลบ ดูของจริงเลย ถึงเวลาคุณหันหน้าเข้าหาเหนือ ขวามือคือตะวันออก ฯลฯ ถ้าคุณไม่มั่นใจ คุณก็หันไหล่ขวาเข้าหาดวงตะวัน ตรงหน้าคุณคือทิศเหนือ ถ้าหลังคือทิศใต้ ซ้ายมือคือตะวันตก แต่ถ้าเป็นตอนบ่ายก็ตรงกันข้าม ตอนบ่ายหันหน้าเข้าหาทิศใต้ ซ้ายมือคือตะวันออก
ถาม : ไก่กับบายศรีจำเป็นต้องวางตรงกันเป๊ะ ๆ เลยไหมครับ ?
ตอบ : เอาทิศที่ใกล้เคียงที่สุด
ถาม : ทั้งไก่และบายศรีเลยหรือครับ ?
ตอบ : ใกล้เคียงที่สุด ใกล้ความจริงที่สุด ถ้าเป๊ะ ๆ เลยยิ่งดี
ถาม : แล้วทำไมต้องทาสีแดง ?
ตอบ : เรื่องของการทาสีหรือรองด้วยกระดาษแดง เกิดจากครั้งหนึ่งพระท่านบอกหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า ถ้ารองหัวหมูและไก่ด้วยกระดาษแดงจะป้องกันเรื่องไฟไหม้และฟ้าผ่าได้ ใครทำการบวงสรวงที่บ้าน ควรจะทำอย่างนั้น อธิษฐานขอให้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านสงเคราะห์เรื่องกันไฟไหม้กันฟ้าผ่าได้
พอหลวงพ่อท่านถามท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านให้เพิ่มว่า ถ้าต้องการป้องกันวินาศภัย ให้ทาหัวหมูและไก่ด้วยสีแดง ถ้ารองด้วยกระดาษสีแดงกันไฟไหม้กันฟ้าผ่า แต่ถ้าทาหัวหมูและไก่ด้วยสีแดง จะป้องกันวินาศภัยได้ด้วย
แสดงว่าห้างเซ็นเตอร์วันไม่ได้ทำอย่างนี้ เลยโดนเผากระจาย ตึก ข้าง ๆ บ้านอนุสาวรีย์นี่ก็โดน จนกระทั่งคนเขาตกใจว่าบ้านอนุสาวรีย์โดนเผาไปด้วยแล้ว เพราะไฟไหม้ตึกแถวเดียวกัน แต่ขอโทษ..บ้านอนุสาวรีย์บวงสรวงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ถาม : จำเป็นว่า ต้องเป็นบายศรี ๙ ชั้นหรือเปล่า ?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับว่าเรามีแรงทำเท่าไร บายศรีจะมี ๕ ชั้น ๗ ชั้น ๙ ชั้น แล้วแต่เราจะทำ แต่สำคัญตรงลูกบายศรี (ลูกบายศรี คือ ชั้นที่เหมือนกับนิ้วมือ) ถ้าไหว้พระ ลูกบายศรีให้มีอย่างน้อย ๙ ชั้น แต่ถ้าไหว้พรหมหรือเทวดาให้มีน้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่เขาเลือก ๗ ชั้น จะได้เป็นสัญลักษณ์ว่าชุดนี้ไหว้พระหรือไหว้พรหมเทวดา
ลูกบายศรี
คำว่า บาย เป็นภาษาเขมร แปลว่า ข้าว บายศรี ก็คือ ขวัญข้าว แต่ถ้าซีบาย แปลว่า กินข้าว แต่ถ้ากินน้ำ ภาษาเขมรว่า อมตรึ๊ก
ถาม : เขาบอกว่า บายศรี ๕ ชั้น สำหรับเสกพระบูชา ๙ ชั้นสำหรับเสกพระเครื่องด้วย จริงหรือเปล่าครับ?
ตอบ : มะเหงกแน่ะ..! เสกพระบูชาไม่จำเป็นต้องมีหัวหมูกับไก่ แต่ถ้าพุทธาภิเษกพระเครื่องต้องมีหัวหมูกับไก่ ขาดไม่ได้
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านขอเอาไว้ว่า การเสกพระเครื่องไม่เหมือนกับพระบูชา พระบูชาเราตั้งไว้บูชาที่บ้าน แต่พระเครื่องเราติดตัวไว้ เป็นการตัดเคราะห์ไปในตัว ด้วยอำนาจของพุทธานุภาพ ถ้าเคราะห์หนักจะเป็นเบา เคราะห์เบาจะเป็นหาย เพราะฉะนั้น..การ พุทธาภิเษกพระเครื่อง เครื่องบวงสรวงชุดบายศรีต้องเต็มชุดขาดไม่ได้ แต่ถ้าพุทธาภิเษกพระพุทธรูปที่บูชาอยู่กับบ้าน ไม่ต้องมีหัวหมูกับไก่ก็ได้
ฟังแล้วเข้าใจซะใหม่นะ แต่ไม่ต้องไปอธิบายให้เขาฟังหรอก ปล่อยให้เขาโง่ต่อไป..! อาตมาก็สงสัยเหมือนกันว่่า เรียนมาด้วยกัน แต่ทำไมบางคนจำมาไม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่สงสัยแล้ว
ระยะหลังพวกเราจะเห็นอะไรเพิ่มมาบนโต๊ะบายศรีเยอะแยะไปหมด บางรายก็เป็นปลากะพงแป๊ะซะ ขอยืนยันว่า..ตำราหลวงพ่อวัดท่าซุงต้องเป็นปลาช่อนแป๊ะซะเท่านั้น และขอร้องอย่าราดน้ำจิ้มมา เคยมีตัวอย่างราดน้ำจิ้มมาเรียบร้อยเลย ถ้าอยากจิ้มมากนักให้เตรียมไว้ต่างหาก ลาเสร็จแล้วค่อยมาว่ากัน
มีหลายแห่งที่จัดผลไม้ ๙ อย่างมา ซึ่งก็ถือว่าเกินดีกว่าขาด แต่ต้องมีกล้วยน้ำว้า ส้มโอ มะพร้าวอ่อนเป็นหลัก เพราะสามอย่างนี้เป็นสิ่งที่ท่านขอไว้ อีก ๖ อย่างเราจะจัดเพิ่มก็ไม่ว่า เกินดีกว่าขาด แต่ถ้าพอดีจะดีที่สุด
ที่เห็นเกินมาเยอะก็คือ ทองหยิบ ฝอยทอง กับขนมจีนน้ำพริก เป็นของที่ใช้ในการบนเสด็จในกรมหลวงชุมพร ถ้าเป็นขนมจีนไม่ว่าจะน้ำพริก น้ำยา ซาวน้ำอย่างเดียว โดยไม่มีฝอยทอง เขาเอาไว้สำหรับการบวงสรวงเฉพาะในวัดท่าซุงเท่านั้น เพราะว่าหลวงปู่ขนมจีนท่านชอบอย่างนั้น และท่านมีหน้าที่เป็นจเรทั่วไป คือ ตรวจดูความประพฤติของพระของเณรในวัด
ในเมื่อหลวงปู่ท่านมีหน้าที่ทั่วไปในการตรวจควบคุม ท่านก็เลยขอไว้ว่า เมื่อถึงเวลาบวงสรวงให้มีสัญลักษณ์ของท่านด้วย ก็คือให้มีขนมจีนสักถ้วยหนึ่ง จะเป็นน้ำยา น้ำพริก หรือซาวน้ำก็ไม่ว่า แต่ให้มีไว้ ก็แปลว่าขนมจีน ถ้า ไม่ใช่ขนมจีนพร้อมกับทองหยิบฝอยทองซึ่งเป็นของที่ใช้บนเสด็จในกรมหลวงชุมพร แล้ว เอาไว้สำหรับใช้ในการบวงสรวงเฉพาะในวัดท่าซุงเท่านั้น
ของอีกอย่างที่เห็นเกินมา คือ ถั่วลาชมาศ เขาใช้ในการบวงสรวงเพื่ออัญเชิญพระภูมิเจ้าที่ ถ้าตั้งศาลใหม่ก็ใส่ถั่วลาชมาศเข้าไป แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องมี เห็นหรือยังว่าเรียนมาด้วยกันแท้ ๆ แต่เขาแตกแขนงไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ?
เหมือนกับพระพุทธศาสนามหายาน ต้นฉบับที่เป็นมูลสรวาสติวาทหายหมดแล้ว..ใช่ไหม ? กลายเป็นโยคาจารย์ เป็นอาจาริยวาท ในที่สุดก็กลายเป็นเกจิอาจารย์ คำว่า เกจิอาจารย์ แปลว่า อาจารย์ต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันเรามาใช้ในความหมายว่าเป็นผู้ขลังไปแล้ว
ถาม : ถ้าเราไหว้พระที่บ้าน ตั้งบายศรีไหว้พระเฉย ๆ แล้วนึกถึงหลวงปู่ขนมจีน ก็เลยตั้งขนมจีน ?
ตอบ : ถ้าเจตนาอย่างนั้นก็ทำไป แต่บางท่านเข้าใจผิด เห็นว่าที่วัดท่าซุงมีขนมจีน ถ่ายรูปไว้ด้วยนะ แล้วจัดตามที่วัดท่าซุง แต่ไม่รู้เขาจัดไว้ทำไม ก็จัดตามไปแบบเถรส่องบาตร เห็นอาจารย์ส่องก็ส่องบ้าง แต่ไม่รู้ว่าอาจารย์ท่านส่องทำไม
------------------------------------
ถาม : มีเรื่องทางคดีความกับฝรั่ง เดือนนี้เราสามารถจบได้หรือไม่คะ ?
ตอบ : เออ..เรื่องอย่างนี้ยังอุตส่าห์ถาม อาตมาไม่ใช่ผู้พิพากษาโว้ย..! ขึ้นอยู่กับเราว่าจะประนีประนอมกันได้หรือไม่ ? หรือศาลเขามีคำสั่งอย่างไร ? เอาอย่างนี้..ไปบนเสด็จในกรมหลวงชุมพรจะดีกว่า...
เครื่องบนเสด็จในกรมหลวงชุมพร
๑) ใช้หัวหมูต้ม ๑ หัว ถ้าหาหัวหมูไม่ได้ ให้เป็นหมูชิ้น ๑ ชิ้น จะเป็นเนื้อสัน เนื้อสามชั้นอะไรก็ได้ แต่ต้องหนักไม่ต่ำกว่าครึ่งกิโลกรัม
๒) ไก่ต้ม ๑ ตัว
๓) ข้าวปากหม้อ ๑ ถ้วย คือ ข้าวที่หุงแล้วเราตักขึ้นมาก่อน
๔) ทองหยิบ ฝอยทอง จำนวนเท่าไรแล้วแต่เราชอบ
๕) ขนมจีนน้ำพริก น้ำยาก็ไม่เอา ซาวน้ำก็ไม่เอา น้ำเงี้ยวก็ไม่เอา เอาขนมจีนน้ำพริกอย่างเดียวเลย
ของทั้งหมดให้วางบนผ้าขาวที่ปู ตั้งโต๊ะอยู่กลางแจ้ง
ถาม : ต้องไปตั้งโต๊ะต่อหน้าท่านหรือไม่คะ ?
ตอบ : ไม่ต้อง ที่ไหนก็ได้ที่เป็นกลางแจ้ง เวลาบน ถ้าเป็นช่วงเช้าคือ ๗ โมง ๕๐ นาที ต้องตรงต่อเวลานะ เพราะฉะนั้น..เราต้องเตรียมของให้เรียบร้อย พอเวลา ๗ โมง ๕๐ นาที ให้จุดธูปบอกท่าน
ถาม : อธิษฐานว่าอย่างไร ?
ตอบ : อธิษฐานขอว่าจะให้เรื่องนี้ลงเอยอย่างไร จะให้เขาเรียกเราจนหมดเนื้อหมดตัว หรือจะให้เราชนะคดีโดยสะดวกง่ายดาย ก็ว่าไป
ถ้าเรื่องทุกอย่างเป็นไปตามเราต้องการ ให้จัดของอย่างนี้ถวายท่านอีกชุดหนึ่ง แปลว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จต้องให้ท่านก่อนชุดหนึ่ง
สมัยก่อนการบนมีเหล้าปนอยู่ด้วย ท่านบอกว่าไม่เอาแล้ว เป็นเทวดาผู้ใหญ่ ถ้ามีเหล้าอยู่ด้วย เดี๋ยวจะโดนตำหนิเอา ก่อนอาตมาบวชก็อาศัยบนท่านบ่อย ๆ ช่วงนั้นซื้อของราคาไม่เคยเกินสามร้อยบาท พอลาเสร็จเราก็กินเอง พอธูปหมดเราก็ลาได้แล้ว
ถาม : ถ้าขายที่ดินไม่ได้ ใช้วิธีนี้ได้หรือไม่คะ ?
ตอบ : ใช้วิธีนี้ก็ได้จ้ะ แต่ถ้าเสด็จในกรมฯ ท่านจะถนัดเรื่องตามคนหายหรือคดีความมากกว่า
ถาม : จะขายที่ค่ะ
ตอบ : ไปจุดธูปบอกกับเจ้าที่ตรงนั้นเลยจ้ะ บอกว่าถ้าขายได้เราจะถวายสังฆทานหรือเลี้ยงพระให้สัก ๙ องค์ ก็ว่าไป
ถาม : จุดธูปกลางแจ้งหรือคะ ?
ตอบ : กลางแจ้งตรงนั้นเลยจ้ะ บนที่ดินของเรา บอก เจ้าที่ที่อยู่ตรงนั้น ไม่ว่าท่านจะเป็นอากาศเทวดา รุกขเทวดา หรือภุมมเทวดาก็ตาม ข้าพเจ้าต้องการจะขายที่ผืนนี้ ขอให้ช่วยสงเคราะห์ให้สำเร็จโดยง่ายด้วย แล้วเราจะทำบุญอะไรให้ท่านก็ว่าไป
ถาม : ต้องนำอะไรไปบูชา ?
ตอบ : ไม่ต้องหรอกจ้ะ เอาธูปไปกำใหญ่ ๆ ก็พอ
ถาม : กำใหญ่แค่ไหน ?
ตอบ : ส่วนใหญ่เห็นเขาจุดกัน ๑๖ ดอก
ขอขอบคุณต้นฉบับ
http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2399&page=7
ป้ายกำกับ:
เรื่องเล่า,
หลวงพ่อฤาษี ลิงดำ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น